บอกเลยว่า ถ้าใครเคยขี่ไอ้ทุย เดินไปตามท้องนา จะรู้สึกฟินกับบรรยากาศท้องทุ่งได้ดีที่สุด สูดอากาศที่บริสุทธิ์ แล้วหาที่ผูกเชือกให้เจ้าทุยได้เดินกินหญ้า ภาพบรรยากาศแบบนี้ยังติดตาสาวอุดรไม่เคยลืม แต่ตอนนี้ หันไปทางไหน เจอแต่ ควายเหล็ก ไม่รู้จะเอาอารมณ์ฟินมาจากไหนแล้ว บรรยากาศท้องนาเปลี่ยนไปตามยุคสมัย แต่ ควายไทย หรือ ควายเหล็ก กันแน่ที่ให้ประโยชน์ต่อชาวนามากกว่ากัน

วัฒนธรรมการทำนำแบบโบราณ
ตั้งแต่เกิดมา สาวอุดรก็เห็นพ่อแม่ทำนามาตลอด และยิ่งช่วงนี้วิธีการทำนาเปลี่ยนไปมาก จากที่เคยใช้ปุ๋ยขี้วัว ขี้ควาย ก็ใช้ปุ๋ยเคมีแทน จากเคยใช้ควายไถนา ก็ใช้ควายเหล็กแทน อย่างว่าละนะยุคสมัยเปลี่ยนไป ความเจริญทางเทคโนโลยีก็เปลี่ยนตาม คนมองข้ามวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาแต่โบราณไปหมด สมัยนี้ต้องเร็วๆ ทันใจ ฉีดเข้าไปยาฆ่าแมลง หว่านเข้าไปปุ๋ยเคมี ไอ้งามก็งามอยู่หรอกนะ แต่ไม่รู้คนกินได้กินข้าวหรือกินสารเคมีเข้าไปนะสิ มิน่าคนสมัยนี้ชอบเป็นโรคแปลก ว่าไหม?

ความเชื่อกับการทำนาแบบโบราณ
สมัยก่อนชาวนาจะมีวิธีคิดโดยใช้ภูมิปัญญาและพิธีกรรม เข้ามาเกี่ยวข้องกับการทำนา จนผสานเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน อย่างที่เห็นได้ชัดเจนเลย คือ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การใช้ควายไถนา การใช้โยนขี้ควายลงในนาก่อน 1 เดือนที่จะทำการไถกลบ และที่สำคัญของชาวนาสมัยก่อน คือ การหาวันดีวันเสีย ซึ่งถือว่าเป็นภูมิปัญญาทำให้ชาวนาเกิดความมั่นใจว่าจะได้ข้าวที่งามอุดมสมบูรณ์ เช่น มีความเชื่อว่า วันพุธไถ วันพฤหัสหว่าน ตามคำที่ว่า พุธไถนา พัสดาหว่านกล้า

พิธีกรรมเกี่ยวกับข้าว
พิธีแฮกข้าว 9 ต้น ผู้เฒ่าผู้แก่มักจะบอกว่า ข้าวเป็นเจ้า ต้องยกข้าวไว้บนหัวเพื่อเป็นการขอบคุณ หากมีการเหยีบย่ำข้าว ก็ต้องขอขมา ซึ่งพิธีแฮกข้าว 9 ต้น เป็นการขอให้แม่ธรณีได้ดูแลปกปักรักษาข้าวในนาให้อุดมสมบูรณ์ให้ปลอดเพลี้ย ปลอดแมลง โดยการนำดอกไม้ ธูป เทียน เพื่อบอกล่าวแม่ธรณี โดยการตั้งนโม 3 จบ แล้วนำต้นกล้ามาปักดำที่ทำพิธี จะปัก 3 กอ กอละ 3 แถว รวมกันแล้วได้ 9 กอ
พิธีฮ้องขวัญข้าว ซึ่งพิธีนี้จะจำทำในช่วงเก็บเกี่ยวข้าว ซึ่งก่อนจะเกี่ยวข้าวเสร็จ จะเหลือข้าวแฮก 9 ต้นไว้เพื่อทำพิธี ฮ้องขวัญข้าว โดยการใช้ กระบุง 1 ใบ หวิง 1 อัน ข้าวตอก ดอกไม้ ธูป เทียน เอาไปวางไว้ที่ ข้าวแฮก 9 ต้น แล้วนำไก่ต้มและข้าวสุขใส่กระบุง แล้วเอาหวิงมาซ้อนเอาขวัญข้าว ซึ่งทำคล้ายๆกับการซ้อนหาปลาในน้ำ และ คนที่ทำได้จะต้องเป็นผู้หญิงเท่านั้น โดยจะมีคำพูดที่ไพเราะว่า “ขวัญเจ้าได้ตกอยู่ตางใด บ่ว่าจะเป็นทิศเหนือ ใต้ ตะวันตก ตะวันออก ถ้าขวัญเจ้าได้ยินแล้วก็ขอหื้อเข้ามาอยู่ในหวิง ซึ่งบัดนี้ข้าเจ้าก็ได้มาซ้อนมาฮ้องเอาขวัญ แล้วข้าเจ้าก็จะได้เอาขวัญแม่ไปไว้ในถุ ในหลอง (ยุ้งข้าว) ต่อไป” แล้วนำขวัญข้าวมาเทใส่กระบุง

ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายว่า พิธีกรรมเหล่านี้ค่อยๆเลือนหายไปจากสังคมไทย จะหาดูพิธีกรรมแบบนี้ก็ต้องสืบเสาะกันว่ายังมีพื้นที่ไหนที่ยังทำอยู่บ้าง กลายเป็นเรื่องแปลก หาดูยาก ของคนยุคนี้ไปแล้ว

แต่เรื่องนี้กับไม่กระทบต่อความรู้สึกของใครหลายคน เพราะคิดว่าเทคโนโลยีสมัยนี้เข้ามาช่วยทำให้พวกเขาสบายขึ้น ทำนาได้เร็วขึ้น ได้ผลผลิตเยอะขึ้น โดยไม่คิดถึงต้นทุนที่เสียไป และสุขภาพที่หายไปด้วย เพราะทุกวันนี้คงไม่มีใครหาขี้ควายมาใส่ที่นากันแล้ว เพราะมีปุ๋ยเคมีที่ช่วยเร่งข้าวให้โตไว ได้ผลดี ถ้ามีแมลงก็มียาฆ่าแมลงไปฉีด ไม่ต้องมาเสียเวลาทำหุ่นไล่กา ทำสมุนไพรไว้ฉีดเหมือนสมัยก่อนแล้ว

อย่างว่าความรวดเร็วย่อมแลกมาด้วยสุขภาพ
เพราะในเมล็ดข้าวที่เรากินอยู่ทุกวันมีทั้งปุ๋ยทั้งยาฆ่าแมลงเคลือบอยู่ ถึงว่าคนสมัยนี้ป่วยเป็นโรคแปลกๆกันเยอะขึ้น

นานาจิตตัง สาวอุดร ชอบวิถีการทำนาแบบสมัยก่อนมากกว่า คิดถึง การลงแขกเกี่ยวข้าว คิดถึงไอ้ทุยที่ขี่ไปนาทุกเช้า คิดถึงพิธีกรรมต่างๆที่น่าจดจำที่เกิดจากภูมิปัญญาแท้ๆของพ่อเฒ่าแม่เฒ่า แต่ปัจจุบัน

“ไอ้ทุย” กลายพันธ์เป็นควายเหล็กไปแล้ว
รถไถนาเดินตาม
ที่ชาวนาสมัยนี้นิยมนำมาใช้ไถนาแทนไอ้ทุย เป็นเครื่องยนต์ดีเซล ขนาด 8-11 แรงม้า มีเกียร์เดินหน้าถอยหลัง ไถได้ประมาณ 10 ไร่ต่อวัน ทำให้สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องจอดพักให้กินหญ้า กินน้ำ เติมน้ำมันครั้งเดียวก็ไถได้ทั้งวัน และไม่ต้องมีภาระเลี้ยงดูตลอดทั้งปี คนจึงนิยมหันมาใช้รถไถนาเดินตามกันมากขึ้น ใครไม่มีก็ไปจ้าง เพราะไถนาได้เยอะกว่าไอ้ทุย “ไอ้ทุยจึงตกงานตามระเบียบ”

รถแทรกเตอร์ 4 ล้อ
ถ้าใครมีที่นาเยอะๆ ใช้รถไถนาเดินตามคงจะไม่ไหว สมัยนี้ก็จะมีรถแทรกเตอร์ 4 ล้อแทน เพราะสามารถไถได้ประมาณ 40 ไร่ต่อวัน ใครที่ทำนาหว่าน หลังจากไถเตรียมดินแล้วก็จะหว่านแห้งแล้วคราดกลบเพื่อรอฝน แต่ถ้าพื้นที่ไหนมีน้ำหรือดินโคลน ก็จะใช้อุปกรณ์ของรถแทรกเตอร์แบบจอบหมุน ย่อยดินในส่วนที่มีน้ำขัง ซึ่งทำให้ชาวนาสะดวก ไม่ว่าพื้นที่จะเป็นแบบไหน รถแทรกเตอร์ก็สามารถจ้า “ ไอ้ทุยจึงถูกลืมสนิท”

เครื่องดำนา
อุ๊ตะ สาวอุดรไม่เคยคิดว่าจะมีใครผลิตเครื่องดำนาออกมา แต่ก็มีแล้วจริง ๆ ซึ่งการดำนาถือว่าเป็นขั้นตอนที่หนักและเหนื่อยสำหรับชาวนามาก เครื่องดำนาสามารถใช้ดำนาได้ 1.5 – 6 ไร่ต่อวัน แล้วแต่จะเลือกเครื่องยนต์ขนาดไหน ซึ่งเครื่องดำนาจะใช้เครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 3 แรงม้า ปักดำครั้งละ 4 แถว ระยะแถว 30 ซม. แต่กล้าที่จะนำมาใช้กับเครื่องต้องเป็นกล้าที่เพาะในกระบะเป็นแผ่น ซึ่งตรงนี้มีความยุ่งยากและต้นทุนสูง ชาวนาจึงไม่นิยม แต่ถ้าเป็นศูนย์เพื่อสาธิตของรัฐจะนิยมเพราะสามารถแยกพันธ์ข้าวที่ปลอมปนออกได้ง่าย

เครื่องเกี่ยวนวดข้าว
เพราะสมัยนี้ชาวนาทำนาได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะพื้นที่เขตชลประทาน ซึ่งต้องใช้ความรวดเร็ว เพื่อที่ชาวนาจะได้ใช้พื้นที่ปลูกข้าวได้ตลอดทั้งปี เครื่องเกี่ยวนวดข้าว จึงเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของชาวนา ซึ่งเครื่องเกี่ยวนวดข้าว สามารถทำงานได้ประมาณ 5 ไร่ต่อชั่วโมง ซึ่งถือว่าเร็วทันใจชาวนาที่ทำนาเป็นอาชีพหลักมากๆ

ธรรมชาติย่อมสร้างสิ่งมาทดแทนเสมอ สิ่งหนึ่งหายไป เพื่อให้มีสิ่งใหม่มาทดแทน

ส่วนจะดีแค่ไหน ก็แล้วแต่คนที่นำมาใช้ จะทำประโยชน์จากเทคโนโลยีได้แค่มากน้อยแค่ไหน คงต้องอาศัยทั้งหน่วยงานภาครัฐและเกษตรกรเองที่ต้องหันมาให้ความสำคัญกับการทำนาและการทำเกษตรอย่างจริงจัง ส่วนสาวอุดรไปตามหาไอ้ทุยก่อนนะ

“ไอ้ทุยอยู่ไหน ไอ้ทุยอยู่ไหน ไอ้ทุยอยู่ไหน”